ทำไมคนเกาหลีถึงกินทุกอย่างพร้อมกัน?

ทำไมคนเกาหลีถึงกินทุกอย่างพร้อมกัน?

jumbo jili

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ Leo Gala Series ที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมเกาหลีในวงกว้างและส่งเสริมความงามนอกเหนือจากภายนอก Asia Society Korea จะแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเพณีการทำอาหารของเกาหลีใต้เรื่อง ‘การกินทุกอย่างในครั้งเดียว’ กับสมาชิกและผู้ติดตามของเรา

สล็อต

ผู้เข้าชมร้านอาหารเกาหลีครั้งแรกมักจะประหลาดใจกับจำนวนจานที่นำเสนอในคราวเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนจากประเทศตะวันตกมักสงสัยว่าทำไมอาหารจึงไม่ถูกเซตั้งแต่อาหารเรียกน้ำย่อยไปจนถึงของหวาน หลังจากที่คุ้นเคยกับเมนูคอร์ส ไม่ว่าจะเป็นที่ร้านอาหารหรือบ้านของครอบครัว โต๊ะนี้เต็มไปด้วยตัวเลือกมากมายตั้งแต่ซุปและข้าว ไปจนถึงบันชานมากมายซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของเครื่องเคียงเกาหลีจานเล็กๆ
ในขณะที่ชาวต่างชาติประหลาดใจกับจำนวนจานที่เต็มโต๊ะและความจริงที่ว่าส่วนใหญ่เสิร์ฟฟรี พวกเขามักจะตั้งคำถามว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าคนเกาหลีจะเพลิดเพลินกับรสชาติที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวที่มาจากการทานอาหารทุกจานพร้อมกันในคราวเดียว อย่างไรก็ตาม ถือว่าผิดหากจะถือว่าเน้นที่ปริมาณและเปรียบเทียบกับอาหารบุฟเฟ่ต์แบบตะวันตก แทน ซุป ข้าว และบันจังแต่ละจานมีส่วนช่วยในมื้ออาหารโดยรวม
เพื่อให้เข้าใจถึงขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับอาหารเกาหลีอย่างถี่ถ้วน เราต้องดูประวัติของมัน เป็นเวลานานที่ทางตอนใต้ของคาบสมุทรเกาหลีเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและข้าวบาร์เลย์ในช่วงต้นฤดูร้อน ปกติ ข้าว ซุป และbanchanไม่ได้อยู่บนโต๊ะ หนังสือทำอาหารเกาหลีต้นศตวรรษที่ 20 ชื่อโชซอน·มุสซัง·ซินซิก·โยริเจบุป กล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งว่า: “เข้ากันได้ดีที่สุดกับบันชาน ซุปเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดรองจากข้าว พิธีรำลึก ( เจสา ) ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้หากไม่มีซุป และอาหารที่ไม่มีซุปก็เหมือนหน้าไม่มีตา” Yangban (ขุนนาง) ผู้ชายมักจะกินอาหารของพวกเขาในการสั่งซื้อของซุปข้าวและbanchanทำให้เกิดความกลมกลืนและผสมผสานกันอย่างลงตัวของรสนิยม
สิ่งสำคัญคือต้องเพิ่มว่ารสชาติไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการวิเคราะห์การจำหน่ายอาหารเกาหลี นานมาแล้วก่อนยุคของ Facebook และ Instagram ชาวเกาหลีมีความสุขจากการแสดงภาพอาหารจำนวนนับไม่ถ้วนที่กระจายอยู่ทั่วโต๊ะอย่างเป็นระบบ รูปแบบการบริการนี้ หรือที่เรียกว่า Space-occupational แตกต่างกับรูปแบบที่ต่อเนื่องกันในตะวันตก และเหมาะกับการรับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งเป็นเหตุผลที่คุณจะเห็นทุกคนแบ่งปันอาหารกัน มากกว่าที่สมาชิกแต่ละคนในปาร์ตี้จะรับประทานอาหารอย่างอิสระ
แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ในยุคปัจจุบัน เรามักจะเห็นบางสิ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาหารลูกผสมในเกาหลี แต่ประเพณีของประเทศยังคงรักษาความเพลิดเพลินของคนในท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ครั้งต่อไปที่คุณอยู่ที่ร้านอาหารเกาหลี อย่าลืมลองอาหารทุกจานที่จัดแสดงเพราะทุกจานมีส่วนสำคัญในการเล่นและเป็นหนึ่งในเหตุผลที่อาหารเกาหลีกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นทั่วโลก
ถ้าพูดถึงเรื่องอาหารเกาหลี ไม่มีใครไม่รู้จักกิมจิ ซึ่งถือเป็นอาหารประจำชาติจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเกาหลีเลยทีเดียว เชื่อกันว่าการกินกิมจิของชาวเกาหลีเริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 ในช่วงฤดูหนาว ที่สภาพอากาศหนาวจัดไม่เหมาะกับการเพาะปลูกคนเกาหลีจึงหันมาหาวิธีถนอมอาหารด้วยการดองผักไว้กินแทนผักสด กิมจิจึงถือกำเนิดขึ้นจากการนำผักมาหมักด้วยเกลือใส่ในไหแล้วนำไปฝังดิน
ที่เราเรียกกันว่ากิมจิ จริงๆ แล้วในภาษาเกาหลีไม่มีคำนี้นะคะ จึงสันนิษฐานกันว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ชิมเช” ที่แปลว่าผักดองเค็ม ผักดองเค็มชนิดนี้ชาวเกาหลีนิยมรับประทานเกือบทุกมื้อ และยังนำไปปรุงเป็นส่วนประกอบอาหารอีกหลายอย่าง เช่น ข้าวต้ม ข้าวสวย ซุป ข้าวผัด สตู บะหมี่ จนถึงพิซซาและเบอร์เกอร์ ปัจจุบันกิมจิมีมากกว่า 187 ชนิดโดยจะแตกต่างกันตามถิ่นและสภาพอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสเผ็ด เปรี้ยว และมีกลิ่นฉุน
กิมจิมีวิวัฒนาการผ่านวันเวลามายาวนานกว่าจะมาเป็นกิมจิในปัจจุบัน สมัยก่อนกิมจิยังไม่เป็นสีแดงเหมือนในปัจจุบันหรอกค่ะ โดยในหลักฐานเกี่ยวกับกิมจิกล่าวไว้ว่า กิมจิในสมัยอาณาจักรโคเรียวนั้นมีเพียง 2 ชนิด ชนิดแรกคือหัวผักกาดฝานเป็นแผ่นดองด้วยซอสถั่วเหลืองเรียกว่า “กิมจิ-จางอาจิ” ชนิดที่สองใช้หัวไชโป๊เรียกว่า “ซุมมู โซกึมชอลรี” ต่อมาในสมัยโชซอนตอนต้น กิมจิทำจากผักใบเขียวมาดองกับเกลือหรือเหล้าเท่านั้น เรียกว่ารสดั้งเดิม เมื่อเกาหลีถูกญี่ปุ่นรุกรานในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 เริ่มมีการนำเข้าผักจากต่างประเทศ ส่วนพริกแดงจากญี่ปุ่นนำเข้ามาโดยพ่อค้าชาวโปรตุเกส พริกจึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมอย่างหนึ่งในกิมจิหลังจากผ่านไปแล้ว 200 ปี ดังนั้นราวปลายสมัยราชวงศ์โชซอนสีของกิมจิจึงกลายเป็นสีแดง อย่างที่เราเห็นและกินกันอยู่ในปัจจุบัน
ภายในราชสำนักโชซอนมีการทำกิมจิเพื่อใช้ถวายต่อกษัตริย์ในราชวงศ์โชซอนด้วยนะคะ โดยกิมจิที่ทรงโปรดมีอยู่ด้วยกันสามชนิดได้แก่ “ชอทกุกจิ” เป็นกิมจิที่ทำจากกะหล่ำปลีผสมกับปลาหมัก (ปลาหมักจะใช้เฉพาะคนชั้นสูงในสมัยนั้น) “คักดูกิ” เป็นกิมจิทำจากหัวผักกาด ส่วนชนิดสุดท้ายคือ “โชซอน มูซางซานชิก โยรีเจบ็อบ” เป็นกิมจิน้ำตำราอาหารของราชสำนักโชซอน
เห็นไหมคะว่า กิมจินั้นเป็นอาหารเลิศรสขนาดไหน ไม่ใช่แค่อาหารทั่ว ๆ ไปของชาวบ้าน แต่ยังถูกนำไปใช้ปรุงอาหารถึงในรั้วในวังเชียวนะคะ นี่ยังไงที่ทำให้กิมจิของเกาหลีโด่งดังไกลไปทั่วทุกสารทิศ ที่บอกว่าทุกสารทิศก็เพราะไม่ว่าคนเกาหลีจะเดินทางไปไหนก็จะต้องมีกิมจิติดตัวไปด้วยเสมอ ไปถึงไหนคนก็ต่างติดอกติดใจกันทั้งนั้น กิมจิจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ทั้งในประเทศจีน รัสเซีย เกาะฮาวาย อเมริกา ญี่ปุ่น และไทย โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นที่หลงเสน่ห์กิมจิถึงกับนำมาเป็นเครื่องเคียงในอาหารชาติตนเอง โดยเปลี่ยนชื่อกิมจิให้เข้ากับการออกเสียงในภาษาญี่ปุ่นว่า คิมุชิ พร้อมทั้งเปลี่ยนแปลงรสชาติให้ถูกปากคนญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น
ในปัจจุบันวัตถุดิบในการทำกิมจิมีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งผักกาดขาว หัวผักกาด กระเทียม พริกแดง หัวหอมใหญ่ ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม หรืออาหารทะเลอื่น ๆ ขิง เกลือ และน้ำตาล แต่กิมจิที่ถือว่าเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุดในนานาชาติ คือ กิมจิผักกาดขาวซึ่งจะเป็นการผสมผักกาดขาว พริกแดง กระเทียม ขิง และน้ำซุปจากปลากะตัก เข้าด้วยกัน ที่สำคัญถ้าใช้ผักกาดขาวจีนจะทำให้รสชาติจัดจ้านขึ้นอร่อยสุดยอดไปเลย
หากใครที่ได้ติดตามดูซีรีส์เกาหลี หรือเป็นติ่งนักร้องเกาหลี เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้จัก “อาหารเกาหลี” เพราะซีรีส์ทุกเรื่อง หรือรายการวาไรตี้ที่ไอดอลเกาหลีไปออก จะต้องพูดถึงอาหารเกาหลีเข้าไปด้วยอย่างแนบเนียน จากไม่รู้จักกลายเป็นรู้จัก พอรู้จักก็อยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไรจนต้องไปเสาะแสวงหามากิน
อย่างที่เห็น อาหารเกาหลีแฝงมาในซีรีส์ทุกแนว ไม่ว่าจะซีรีส์แนวรักใส ๆ ครอบครัว ดราม่า คอมเมดี้ สืบสวน ฆาตกรรม โรแมนติก หรือแม้แต่พีเรียด ไม่ว่าตัวละครจะรวยหรือจน จะต้องเห็นวัฒนธรรมการกินแฝงมาด้วยแทบทุกเรื่องเสมอ

สล็อตออนไลน์

ความจริงแล้วนี่เป็น Soft Power อย่างหนึ่ง ตามแนวคิดของ Joseph Nye จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นิยาม Soft Power ว่าเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่สามารถดึงดูดและสร้างการมีส่วนร่วมได้มากกว่าการบังคับ ผลลัพธ์จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและสร้างอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนในประเทศนั้น ๆ หมายความว่า Soft Power จะทำให้ผู้คนค่อย ๆ ซึมซับรับเอาสิ่งสิ่งนั้นไป โดยที่ไม่ต้องไปบังคับขู่เข็ญทางจิตใจใด ๆ เลย
เกาหลีใต้ถือเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ชาตินิยมสุด ๆ และเกาหลีก็พยายามจะเผยแพร่วัฒนธรรมของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก แต่เรารับเอาวัฒนธรรมของเกาหลีมาโดยที่ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือยัดเยียด อย่างวัฒนธรรมอาหารเกาหลีที่เข้ามาแบบเราไม่รู้ตัว รู้อีกทีคือมองไปทางไหนก็เห็นแต่กลิ่นอายเกาหลี ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลเกาหลีใช้ Soft Power เป็นกลยุทธ์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศด้วย 4 อย่าง ได้แก่
เครื่องสำอาง
อาหาร
ศิลปิน K-Pop
ซีรีส์และภาพยนตร์
จะเห็นว่ารัฐบาลเกาหลีให้ความสำคัญกับ “ธุรกิจทางวัฒนธรรม” มาก จนนับเป็น 1 ใน 5 อุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นบรรจุเป็นกรอบกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมปี 1999 ด้วย
ทำให้ความเป็นชาตินิยมของเกาหลีใต้ถูกส่งผ่านซีรีส์เกาหลีจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทย ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อ Soft Power ของเกาหลีใต้ เห็นได้ชัดเจนมากกับเรื่องอาหารการกิน เพราะถ้าเราเข้าร้านสะดวกซื้อ หรือเดินตามข้างทาง เราก็หาอาหารเกาหลีกินได้
ถ้าอย่างนั้น ลองมาดูกันหน่อยว่าเรารับเอาวัฒนธรรมการกินอาหารเกาหลีได้จากอาหารชนิดใดบ้าง ทั้งหมดนี่คืออาหารหลัก ๆ ที่เราเห็นได้ในซีรีส์เกาหลี และทุกสิ่งทุกอย่างมีขายในเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว
หมูสามชั้นย่าง
อาหารขึ้นชื่อของเกาหลีใต้ ที่ทำให้บ้านเรามีร้านปิ้งย่างเกาหลีเกลื่อนเมือง อ้างว่ามาจากต้นตำรับเกาหลีบ้าง หรือคนเกาหลีเองที่เข้ามาทำมาหากินในไทย ก็ยังต้องขอยึดเอาเมนู “หมูสามชั้นย่าง” มาเปิดร้านขายสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งที่ความจริงแล้ว การกินหมูสามนั้นห่อด้วยผักให้อารมณ์เหมือนเมี่ยงปลาทูบ้านเรา แต่น่าเสียดายที่เราไม่ค่อยเห็นตัวละครกินเมี่ยงปลาทูในละครบ้านเราเลย
ล่าสุด มีสารคดีเรื่องหนึ่งจาก Netflix ชื่อเรื่องว่า “มหากาพย์หมูสามชั้น” ความยาว 2 ตอนจบ ตอนละประมาณ 48 นาที หากได้ดูแล้วจะรู้เลยว่าทำไมคนเกาหลีถึงได้หลงใหลเมนูหมูสามชั้นย่างกันขนาดนั้น ชาวต่างชาติที่ได้ไปลิ้มรสถึงกับมูฟออนไม่ได้ แพ้ทางให้กับเสียงฉู่ฉ่าของมันหมูที่ลงไปกระทบกับเตาย่างร้อน ๆ เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำในปาก ไม่แปลกที่จะเห็นแล้วน้ำลายสอ

jumboslot

นอกจากนี้ หมูสามชั้น ยังถูกจำในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติเกาหลีเลยก็ว่าได้ ในช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชีย ราคาเนื้อวัวพุ่งสูงเกินเอื้อมถึง คนเกาหลีจึงเริ่มหันกลับมามองหมูที่ราคาถูกกว่า หลังจากนั้นคนเกาหลีก็กินหมูย่างกันจริงจัง ขนาดที่ว่าในปี 2016 มีสถิติว่าเกาหลีใต้ผลิตหมูชนะข้าวด้วยซ้ำ ขึ้นแท่นอาหารหลักประจำชาติ และแชมป์สินค้าทางการเกษตรที่เกาหลีผลิตได้ และไม่ใช่แค่ผลิตในประเทศ เกาหลีใต้ยังนำเข้าเนื้อหมูจากต่างประเทศด้วยเหมือนกัน
เนื้อ
ใครที่เข้าสู่วงวารซีรีส์เกาหลี หรือพาตัวเองมาเป็นติ่งไอดอลเกาหลีช่วงแรก ๆ อาจสงสัยว่าทำไมคนเกาหลีเขาดูตื่นเต้นกันสุด ๆ เมื่อพูดถึงการกิน “เนื้อวัว” โดยเฉพาะ “เนื้อฮันอู” ที่เขาดีใจกันขนาดนั้นก็เพราะว่าเนื้อฮันอูที่ว่า มีราคาแพงมาก ๆ แพงกว่าเนื้อที่นำเข้าจากต่างประเทศเสียอีก ซึ่งการกินเนื้อย่างในเกาหลีกับร้านปิ้งย่างที่เกิดในไทยนั้นแตกต่างกัน ที่เกาหลีเนื้อย่างคือเนื้อย่าง หมูย่างคือหมูย่าง ไม่เสิร์ฟปนกัน และแน่นอนว่ามันคนละราคา
เหตุที่เนื้อวัวในเกาหลีมีราคาแพง ยิ่งเนื้อฮันอูด้วยแล้ว เพราะคนเกาหลีเชื่อว่าเนื้อฮันอูนี่แหละคือเนื้อวัวที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด ซึ่งเนื้อชนิดนี้เป็นเนื้อที่ผลิตเองในประเทศ เพราะฉะนั้น การกินเนื้อย่างเกาหลีจึงมักจะเป็นการกินในโอกาสสำคัญ ๆ เท่านั้น (กินทุกวันไม่ไหว มันแพง) ถ้าที่เห็นในซีรีส์ก็คืออย่างการฉลองการเลื่อนตำแหน่ง วันเกิด อะไรทำนองนี้ แต่ถ้าเห็นในรายการวาไรตี้ที่มีการแข่งขัน รางวัลใหญ่มักจะเป็นเซตเนื้อฮันอู ทำให้ผู้เข้าแข่งขันเหล่าไอดอล ยอมลงทุนลงแรงสุดชีวิต เพื่อให้ได้เนื้อมาครอบครอง
โซจู
อุปกรณ์ประกอบฉากที่มีในซีรีส์เกาหลีแทบทุกเรื่องคงจะหนีไม่พ้น “โซจู” หรือมันก็คือ “เหล้าเกาหลี” นั่นเอง ไม่ว่าตัวละครจะยากดีมีจน จะต้องมีฉากเดินเข้าบาร์เต็นท์กระดกโซจูให้เห็นเป็นประจำ โซจูนั้นอารมณ์จะคล้าย ๆ กับเหล้าขาวบ้านเรา แต่แรงน้อยกว่า และที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ถ้าพูดถึงเหล้าขาวบ้านเรา เรามักจะมีภาพจำไปตัดสินว่าเป็นเหล้าที่ไม่มีราคาเเละมีแต่คนชนชั้นล่างเท่านั้นที่ดื่ม ต่างกับโซจูของเกาหลี ต่อให้ตัวละครรวยพันล้านแสนล้าน แต่ถ้าอยากเมาก็มานั่งกระดกโซจูที่ร้านข้างทางได้เหมือนกัน (เห็นไม่บ่อย แต่มี)
โซจูจึงเป็นเหล้าที่คนเกาหลีดื่มกันบ่อยที่สุด ดื่มได้ทุกเทศกาล ดื่มทุกโอกาส ดื่มคนเดียวบ้าง ดื่มย้อมใจบ้าง ดื่มฉลอง ดื่มหลังเลิกงาน เป็นการปลูกฝังกลาย ๆ ว่าโซจูเป็นเหล้าที่ดีที่สุด ทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงได้ แต่ถึงอย่างนั้น คนไทยหลายคนไม่ค่อยชอบรสชาติของโซจู บอกว่ารสชาติมันเหมือนยาแก้ไอ มีดีที่กลิ่นหอม เขาก็เลยขยันออกรสใหม่กลิ่นใหม่เพื่อตีตลาดต่างประเทศ ให้คนต่างชาติดื่มได้ง่ายขึ้น และสำหรับพวกคอแข็ง ๆ ดีกรีของโซจูไม่ได้แรงขนาดเมาภาพตัด แต่สิ่งที่เจอคล้าย ๆ กันก็คือ ปวดหัวเหมือนหัวจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ เลย
ต๊อกบกกี
คอซีรีส์เกาหลี หรือติ่งเกาหลีทั้งหลายทั้งมวลคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “ต๊อกบกกี” กันหรอกใช่ไหม จริง ๆ ต๊อกบกกีเนี่ยเป็นหนึ่งในอาหารเกาหลีอย่างแรก ๆ ที่เรารู้จักกันด้วยซ้ำไป จะเรียกต๊อกบกกีว่าเป็นราชาแห่งสตรีทฟู้ดเลยก็ว่าได้ ขายกันทั่วไปคล้ายร้านลูกชิ้นทอดบ้านเรา ลักษณะจะเป็นแป้งรูปทรงกระบอกสีขาว แช่อยู่ในน้ำซอสสีแดง มีแผ่นคล้ายลูกชิ้นปลา บางทีก็เป็นเนื้อสัตว์ แต่บางเจ้าก็เป็นแบบผัดแห้ง อร่อยไปอีกแบบ

slot

ความจริงแล้วเมนูนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าแป้งสีขาวเป็นท่อน ๆ คลุกเคล้ากับซอสโคชูจัง เคี้ยวแล้วนุ่มหนึบหนับ แต่มันกลับตีตลาดบ้านเราได้ถล่มทลาย ขายได้แค่ไหน ก็ลองเข้าร้านสะดวกซื้อดูสิ หาซื้อได้ทั้งแบบเป็นห่อ ๆ และแบบถ้วยพลาสติก ราคาก็แรงพอตัว แต่ถ้าอยากลองก็ไม่ใช่ปัญหา รสชาติอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง อยู่ที่ว่าชอบกินแบรนด์ไหน แม้แต่ในห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ยังมีแป้งต๊อกและซอสโคชูจังสำเร็จรูปขาย หากใครสะดวกที่จะทำกินเอง